MY MENU

Blogs

Blogs

บทความเกี่ยวกับการใช้งานผลิตภัณฑ์

หัวข้อ
วิธีการเชื่อมพลาสติกด้วยเครื่อง Hand tool รุ่น RiOn
ผู้เขียน
ผู้ดูแลระบบ
วันที่สร้าง
27/01/2025
สิ่งที่แนบมา0
ดู
63
เนื้อหา

คุณรู้ไหมว่าทำไมพลาสติกถึงมักจะถูกเลือกใช้แทนเหล็ก?
แม้ว่าเหล็กจะเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงมาก แต่ในบางสถานการณ์วัสดุประเภทพลาสติกมักถูกเลือกใช้มากกว่า เนื่องจากมีความแข็งแรงทางโครงสร้างเหมือนกับเหล็กแต่ยืดหยุ่นได้มากกว่า
พลาสติกสามารถดูดซับแรงกระแทกเล็กน้อยได้ ในขณะที่เหล็กจะบิดเบี้ยวจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ดังนั้นหากชิ้นงานพลาสติกเสียหาย ก็ยังมีโอกาสที่จะซ่อมแซมได้ด้วยการเชื่อมโดยไม่สูญเสียความแข็งแรงของชิ้นส่วน


หากคุณต้องการซ่อมแซมพลาสติก คุณจะต้องมีเครื่องมือเป่าลมร้อนที่เหมาะสม และเราขอแนะนำ RiOn 
เครื่องเชื่อมพลาสติกคุณภาพสูงส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์

วิธีการเชื่อมด้วย BAK hot air welding tool รุ่น RiOn


STEP 1 : ปลอดภัยไว้ก่อน


สารไอระเหยจากพลาสติกบางชนิดที่อาจทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนังได้ สารเคมีบางชนิดยังสามารถทำให้เกิดอาการมึนงงในบางบุคคล หรือปัญหาทางสุขภาพระยะยาวได้หากสัมผัสในระยะยาว เพื่อป้องกันอันตรายจากไอเหล่านี้ ควรทำงานในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดี เช่น การใช้ระบบระบายอากาศที่มีพัดลมหรือทำงานกลางแจ้ง รวมถึงการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นและอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ เช่น แว่นตาหรือหน้ากากเต็มใบ เสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจปล่อยออกมา


STEP 2: เตรียมชิ้นงาน

2.1 ทำความสะอาดผิวหน้าของชิ้นงานพลาสติกด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ เพื่อล้างเศษสิ่งสกปรกและคราบมันที่สะสมบนพลาสติกมาเป็นเวลานาน เนื่องจากสิ่งสกปรกเหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางการหลอมรวมระหว่างชิ้นงานหรืออาจทำให้เกิดฟองอากาศระหว่างการเชื่อม ซึ่งจะลดความแข็งแรงของจุดเชื่อมจากนั้นเช็ดพลาสติกให้แห้งด้วยผ้าสะอาดที่ไม่มีขนติดอยู่

*หลีกเลี่ยงการใช้ผงซักฟอกที่มีความเข้มข้นสูง เพราะมักจะทิ้งคราบฟิล์มที่มีผลต่อการเชื่อมพลาสติก


2.2 หากชิ้นงานมีสีเคลือบอยู่ คุณสามารถเตรียมผิวชิ้นงานโดยใช้กระดาษทรายหยาบเบอร์ 80 หรืออุปกรณ์ขูดลอกสี ขัดออกจนกระทั่งเห็นพลาสติกที่อยู่ใต้สี แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ขูดหรือทำรอยบนพลาสติกที่อยู่ใต้สี

การทำความสะอาดพื้นผิวให้หมดจดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเชื่อมมีประสิทธิภาพและมั่นคง!


STEP 3 การระบุชนิดของพลาสติก


ชิ้นงานพลาสติกจะเชื่อมติดกันได้ด้วยพลาสติกชนิดเดียวกันเท่านั้น จึงต้องเลือกลวดเชื่อมให้ตรงกับวัสดุ เช่น ลวดโพลีเอทิลีน (PE) สำหรับพลาสติกโพลีเอทิลีน หรือโพลีโพรพิลีน (PP) สำหรับพลาสติกโพลีโพรพิลีน

โดยสามารถตรวจสอบจาก Material Identification Codes บนผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น PE, PP, PVC,ABS เป็นต้น เพื่อเลือกลวดเชื่อมที่เหมาะสม หากเป็นคนละชนิดกันจะไม่เกิดการประสานกัน

STEP 4 ยึดชิ้นงานด้วยแคลมป์ C


จัดตำแหน่งชิ้นพลาสติกให้เรียบร้อย โดยวางบนโต๊ะทำงานและวางให้ชิดกันมากที่สุด จากนั้นใช้แคลมป์แบบ C ยึดชิ้นพลาสติกไว้ให้แน่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าชิ้นพลาสติกถูกยึดไว้ในตำแหน่งที่ต้องการ เพื่อไม่ต้องปรับระหว่างการเชื่อม 


STEP 5 เตรียมเครื่องมือ และกำหนดอุณหภูมิ

ทำการ Pre-heat เครื่องมือ โดยการเปิดเครื่องและปรับอุณหภูมิ ทิ้งไว้ก่อนอย่างน้อย 2 นาที

พลาสติกแต่ละประเภทมีจุดหลอมเหลวและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้นการควบคุมอุณหภูมิเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้การเชื่อมมีประสิทธิภาพและปลอดภัย นี่คือตัวอย่างอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเชื่อมพลาสติกแต่ละชนิด:

CODETypes of plasticWelding temperature*
PEPolyethylene300°C (hard)
270°C (soft)
PPPolypropylene300°C
PVCPolyvinyl Chloride300°C (hard)
350°C (soft)
ABSAcrylonitrile Butadiene Styrene350°C
PCPolycarbonate350°C

*ค่าดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้น ผู้ใช้งานควรทดสอบกับวัสดุนั้นๆเองจนกว่าจะพบอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเชื่อม


หมายเหตุ: แนะนำให้ทำการทดสอบการเชื่อมเล็กๆ ก่อนการเชื่อมทุกครั้ง เป็นการเทสต์อุณหภูมิที่เหมาะสมประจำวัน เพื่อเช็คว่าไม่ได้ตั้งอุณหภูมิสูงเกินไปจนทำให้ชิ้นงานไหม้ หรือต่ำเกินไปทำให้หลอมละลายไม่เต็มที่ วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการเชื่อมชิ้นงานจริงที่อาจทำให้ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการซ่อมแซม 


STEP 6 เชื่อมยึดชิ้นงาน ด้วย Tacking Nozzle


หัวเชื่อมแบบ Tacking จะมีลักษณะเป็นท่อที่มีครีบที่ปลาย ใช้ครีบนั้นกดลงไปบนพลาสติกเพื่อให้ความร้อนไปยังชิ้นงาน และหลอมพลาสติกให้ติดกัน Tacking คือการเชื่อมชั่วคราวหรือการแต้มเป็นจุดเล็กๆ เพื่อยึดชิ้นงานไม่ให้ขยับ และให้มั่นใจว่าชิ้นงานจะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องก่อนทำการเชื่อมหลักด้วยลวดเชื่อม


STEP 7 การเชื่อมพลาสติก


การเชื่อมแบบ Draw welding และ Pendulum welding เป็นสองเทคนิคที่ใช้ในการเชื่อมพลาสติก โดยทั้งสองเทคนิคมีวิธีการแตกต่างกัน ดังนี้


7.1 การเชื่อมแบบ Draw welding


ตัดลวดเชื่อมให้ปลายแหลม และป้อนใส่หัวเชื่อมแบบ Speed welding nozzle ถือเครื่องเชื่อมทำมุมประมาณ 45 องศาโดยให้ปลายหัวฉีดสัมผัสกับพลาสติกแล้วให้ความร้อนจนพลาสติกเริ่มหลอมละลาย ในตอนเริ่มให้ดันใส่ลวดเชื่อมเข้าไปพร้อมๆกัน เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ หากสังเกตเห็นพลาสติกไหม้หรือเปลี่ยนสี แสดงว่าอุณหภูมิสูงเกินไปก็ให้เร่งความเร็วในการเคลื่อนที่ขึ้น

  • ข้อดี: เทคนิคนี้ง่ายและตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องใช้ทักษะสูงในการควบคุมการเคลื่อนที่ของเครื่องเชื่อม 
  • ข้อจำกัด: ไม่เหมาะสำหรับการเชื่อมในพื้นที่แคบหรือจุดที่เข้าถึงยาก และไม่เหมาะกับลวดเชื่อม PVC 

  • 7.2  การเชื่อมแบบ Pendulum welding


    การเชื่อมแบบ Pendulum welding มีประโยชน์เมื่อคุณไม่มีหัวเชื่อมแบบ Speed welding nozzle หรือ การเชื่อม PVC เพราะลวด PVC ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะที่จะใช้ร่วมกับหัว speed welding nozzle  


    วิธีการคือใช้หัวเป่า Tubular nozzle โดยถือหัวเป่าให้ห่างจากรอยแตกประมาณ 1 นิ้ว และตั้งเครื่องเชื่อมที่มุม 45 องศา จากนั้นจัดตำแหน่งลวดเชื่อมที่มุม 45 องศาจากด้านตรงข้าม เมื่อคุณถือปลายลวดเชื่อมไว้แล้ว ให้สวิงหัวฉีดกลับไปมาเหมือนลูกตุ้มแกว่ง ใต้ท้องลวดและผิวหน้าของพลาสติกทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขณะเคลื่อนที่ปืนเชื่อมไปตามรอยแตกจนเสร็จการเชื่อม


  • ข้อดี: เทคนิคนี้เหมาะสำหรับการเชื่อมจุดแคบที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการเชื่อมแบบ Draw welding 
  • ข้อจำกัด: ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ 


  • การระมัดระวังเมื่อเปลี่ยนหัวเชื่อม : ระวังไม่ให้สัมผัสหัวเชื่อมหากยังร้อนอยู่ โปรดใช้คีมปากคีบในการเปลี่ยนหัวฉีดอย่างระมัดระวัง


    STEP 8 การจบงานให้เสร็จสมบูรณ์

    การทำให้การเชื่อมเสร็จสมบูรณ์ไม่เพียงแต่ช่วยให้การเชื่อมดูสวยงาม แต่ยังทำให้มันแข็งแรงและมีความทนทานมากขึ้น นี่คือขั้นตอนที่ควรทำ


    8.1 ขัดจุดเชื่อม
    รอให้พลาสติกเย็นตัวลงอย่างน้อย 5 นาทีจนพลาสติกกลับสู่สภาพอุณหภูมิห้องหลังจากที่การเชื่อมเย็นตัวแล้ว ใช้กระดาษทรายที่มีเกรดต่างๆ ขัดรอยเชื่อมให้เรียบและสม่ำเสมอ
    เริ่มจากการใช้กระดาษทรายเบอร์ 120 เพื่อขัดเอารอยหยาบๆ และรอยเชื่อมที่ไม่เรียบออก จากนั้นเปลี่ยนเป็นกระดาษทรายที่ละเอียดขึ้น เบอร์ 180 หรือเบอร์ 320 เพื่อให้ผิวของการเชื่อมดูเนียนและเรียบขึ้น

    8.2 ตรวจสอบรอยเชื่อม: หลังจากขัดรอยเชื่อมแล้ว ควรตรวจสอบดูว่าผิวเชื่อมเรียบหรือไม่ และไม่มีจุดที่อาจทำให้การเชื่อมแตกหักได้ ถ้าพบจุดที่ไม่เรียบ คุณสามารถเติมลวดเชื่อมเพิ่มเติมและทำการเชื่อมใหม่ให้เนียนขึ้น

    8.3 ทำความสะอาดพื้นผิว: หลังจากที่ทำการขัดและเก็บรายละเอียดเสร็จแล้ว ควรทำความสะอาดรอยเชื่อมโดยใช้ผ้าสะอาดเพื่อขจัดฝุ่นหรือคราบต่างๆที่อาจตกค้างอยู่

    8.4 ตรวจสอบความแข็งแรงและรอยรั่ว
    : ถ้าพบว่าเชื่อมไม่แข็งแรง หรือมีรอยรั่ว ควรทำการแก้ไขใหม่หรือเชื่อมเพิ่มในจุดที่มีปัญหา

    แก้ไขข้อคิดเห็น

    ป้อนรหัสผ่านของคุณเพื่อแก้ไขโพสต์

    ลบความคิดเห็นลบโพสต์

    ป้อนรหัสผ่านเพื่อลบโพสต์